
ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยที่พระโพธิสัตว์ยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ พระองค์ทรงอุบัติเป็นพระเวสสันดรราชกุมาร โอรสของพระเจ้าสีวิราชแห่งกรุงสีพี ทรงเป็นที่รักยิ่งของเหล่าพสกนิกร เพราะทรงมีพระทัยเปี่ยมด้วยพระเมตตา ทรงบำเพ็ญทานบารมีอยู่เนืองๆ แม้กระทั่งพระมเหสีของพระองค์คือพระนางมัทรี ก็ทรงเป็นสตรีผู้มีคุณธรรมสูงส่ง ทั้งสองพระองค์ทรงครองราชย์ด้วยความผาสุก.
วันหนึ่ง ขณะที่พระเวสสันดรทรงประทับอยู่ในพระราชนิเวศน์อันโอ่อ่า ทรงสดับเสียงร้องไห้คร่ำครวญของชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน ทรงรับสั่งให้เหล่าเสนาไปสอบถามสาเหตุ เมื่อทราบว่าชาวบ้านกำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพราะความแห้งแล้ง พระเวสสันดรทรงมีพระทัยโศกเศร้าอย่างยิ่ง จึงทรงมีพระราชดำริที่จะช่วยเหลือ.
พระองค์ทรงเรียกเหล่าข้าราชบริพารมารับสั่งว่า "เราจะทำการบริจาคทรัพย์สินสิ่งของแก่ผู้ที่เดือดร้อน เราจะให้ข้าวให้น้ำแก่ผู้ที่ขาดแคลน" แต่เหล่าข้าราชบริพารก็ทูลทัดทานว่า การแจกจ่ายทรัพย์สินมากเกินไปอาจนำมาซึ่งความเดือดร้อนในภายหลังได้ แต่พระเวสสันดรก็ทรงยืนยันที่จะทำตามพระทัย.
วันรุ่งขึ้น พระเวสสันดรทรงจัดพิธีทานขึ้น ทรงบริจาคช้าง ม้า โค ทาส ทาสี และทรัพย์สินเงินทองมากมายแก่ผู้ที่มาขอ แม้แต่พระองค์เองก็ทรงบริจาคสิ่งของที่หาได้ยากยิ่ง เช่น พระเขี้ยวแก้ว พระหัตถ์ และพระบาท แต่ด้วยบุญญาธิการอันสูงส่งของพระองค์ สิ่งของเหล่านั้นก็กลับคืนมาสู่พระองค์ดังเดิม.
แต่การบริจาคทานครั้งใหญ่นี้ กลับสร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าเสนาข้าราชการบางส่วน และที่สำคัญที่สุดคือ พระเจ้าสีวิราช พระบรมชนก. ด้วยทรงเกรงว่าพระเวสสันดรจะทรงนำพาความเดือดร้อนมาสู่แผ่นดิน และทรงหวั่นเกรงอำนาจของพระโพธิสัตว์ที่ทรงมหาทานบารมี อาจจะขึ้นเป็นใหญ่เหนือพระองค์ จึงมีรับสั่งให้เนรเทศพระเวสสันดรออกจากเมือง.
พระเวสสันดรทรงทราบถึงรับสั่งของพระบรมชนก ก็ทรงยอมรับชะตากรรมโดยดี. พระองค์ทรงลาพระมเหสีและพระโอรสธิดา แล้วก็ออกเดินทางพร้อมกับพระนางมัทรี และพระโอรสธิดาทั้งสองพระองค์คือ พระชาลี และพระกัณหา. ระหว่างทางทรงพบกับพราหมณ์ผู้ยากไร้ ขอทานเด็กกำพร้า และผู้คนที่ประสบความทุกข์ยากมากมาย พระองค์ทรงบริจาคสิ่งของที่มีอยู่ให้แก่คนเหล่านั้นจนหมดสิ้น.
เมื่อเดินทางมาถึงป่าอันไกลโพ้น พระเวสสันดรทรงตั้งอาศรมขึ้นท่ามกลางป่าอันร่มรื่น. พระองค์ทรงใช้ชีวิตอย่างสมถะ ร่วมกับพระนางมัทรี และพระโอรสธิดาทั้งสอง. พระนางมัทรีทรงทำหน้าที่ปรนนิบัติพระสวามีอย่างไม่บกพร่อง ส่วนพระชาลีและพระกัณหา ก็ทรงวิ่งเล่นตามประสาเด็กๆ.
วันหนึ่ง ขณะที่พระเวสสันดรทรงประทับอยู่เพียงลำพัง ทรงสดับเสียงร้องไห้ของพราหมณ์ผู้หนึ่ง. เมื่อสอบถามได้ความว่า พราหมณ์ผู้นั้นชื่อว่าอสิตะ มาจากเมืองกลิงครัฐ มีบุตรสาวรูปงามชื่อ สุวรรณเทวี. สุวรรณเทวีนั้นกำลังจะถูกสู่ขอจากกษัตริย์แห่งเมืองกลิงครัฐ แต่พราหมณ์อสิตะไม่มีทรัพย์สินเงินทองพอที่จะจัดงานแต่งงานอันสมเกียรติได้. ด้วยความสงสาร พระโพธิสัตว์จึงทรงรับปากที่จะช่วยเหลือ.
แต่เมื่อพระเวสสันดรทรงนำทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมดไปให้พราหมณ์อสิตะแล้ว พระองค์ก็ทรงนึกถึงพระโอรสธิดา. ด้วยแรงแห่งทานบารมีที่ทรงบำเพ็ญมา พระองค์ทรงระลึกถึงเรื่องราวในอดีตชาติของพระองค์ ว่าเคยทรงบริจาคบุตรธิดาไปแล้ว และได้รับความสุขความเจริญกลับคืนมา. ดังนั้น พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยที่จะบริจาคพระชาลี และพระกัณหา แก่พราหมณ์อสิตะ.
"โอ้... ข้าแต่พระบรมชนก" พระเวสสันดรตรัสด้วยพระสุรเสียงที่สั่นเครือ "ข้าพเจ้าจะบริจาคพระชาลี และพระกัณหา แด่ท่าน. ขอท่านจงนำพาไปเลี้ยงดูเถิด."
พราหมณ์อสิตะดีใจเป็นยิ่งนัก รับพระโอรสธิดาทั้งสองไป. เมื่อพระนางมัทรีเสด็จกลับมาจากการหาผลไม้ ทรงทราบว่าพระโอรสธิดาหายไป ก็ทรงตกพระทัยเป็นที่สุด. พระองค์ทรงออกตามหาพระโอรสธิดาไปทั่วทั้งป่า. ระหว่างทางทรงพบกับพราหมณ์อสิตะที่กำลังนำพาพระชาลีและพระกัณหา เดินทางกลับเมือง.
"ท่านพราหมณ์! ท่านเห็นพระโอรสธิดาของข้าพเจ้าบ้างหรือไม่?" พระนางมัทรีทรงตรัสถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน.
พราหมณ์อสิตะตอบอย่างหน้าตาเฉย "ข้าพเจ้ามิได้เห็นดอก แต่ข้าพเจ้ามีบุตรบุญธรรมสองคน ชื่อชาลี และกัณหา. พวกเขาติดตามข้าพเจ้ามา."
เมื่อพระนางมัทรีได้ยินดังนั้น ก็ทรงทราบทันทีว่าพระโอรสธิดาของพระองค์ถูกพราหมณ์อสิตะลักพาตัวไป. พระองค์ทรงเสียพระทัยเป็นยิ่งนัก ทรงวิ่งกลับไปหาพระเวสสันดร เพื่อตัดพ้อต่อว่า. พระเวสสันดรทรงพยายามปลอบพระนางมัทรี และทรงอธิบายถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ในการบำเพ็ญทานบารมี.
แต่แล้ว เรื่องราวก็ยังไม่จบเพียงเท่านี้. ขณะที่พระเวสสันดรกำลังปลอบพระมเหสีอยู่นั้น ก็มีอีกพราหมณ์หนึ่งนามว่า โกนทิยะ ปรากฏตัวขึ้น. พราหมณ์โกนทิยะผู้นี้ ก็มีความประสงค์จะขอพระนางมัทรีเป็นทาสี. พระเวสสันดรทรงรับปากที่จะบริจาคพระมเหสีของพระองค์เช่นกัน.
พระนางมัทรีทรงทราบถึงพระประสงค์ของพระสวามี ก็ทรงรู้สึกเสียพระทัยเป็นที่สุด. พระองค์ทรงระลึกถึงความรักความผูกพันที่มีต่อพระเวสสันดรมาตลอด. แต่ด้วยความที่ทรงมีพระทัยตั้งมั่นในการบำเพ็ญทานบารมีเช่นเดียวกับพระสวามี พระองค์ก็ทรงยอมรับชะตากรรม.
เมื่อพระราชาแห่งเมืองกลิงครัฐ ได้ยินข่าวว่าพระเวสสันดรทรงบริจาคพระโอรสธิดาของพระองค์แก่พราหมณ์ผู้ยากไร้ ก็ทรงรู้สึกละอายพระทัยเป็นอย่างยิ่ง. พระองค์ทรงระลึกถึงความดีงามของพระเวสสันดร และทรงทราบว่าพระเวสสันดรคือพระโอรสของพระองค์ที่ถูกเนรเทศไป. ด้วยความรู้สึกผิด พระองค์จึงทรงส่งทหารไปรับพระเวสสันดร พระนางมัทรี พระชาลี และพระกัณหา กลับเมือง.
เมื่อกลับถึงกรุงสีพี พระเวสสันดรก็ทรงกลับขึ้นครองราชย์อีกครั้ง. พระองค์ทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม และบำเพ็ญทานบารมีต่อไป. นิทานเรื่องนี้สอนให้เห็นถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของพระโพธิสัตว์ ที่ทรงยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อบำเพ็ญทานบารมี.
ความเสียสละ การให้ทานอันยิ่งใหญ่ แม้จะต้องแลกมาด้วยสิ่งที่รักที่สุด ก็ย่อมนำมาซึ่งผลบุญอันมหาศาล.
ทานบารมี
— In-Article Ad —
ความเสียสละ การให้ทานอันยิ่งใหญ่ แม้จะต้องแลกมาด้วยสิ่งที่รักที่สุด ก็ย่อมนำมาซึ่งผลบุญอันมหาศาล.
บารมีที่บำเพ็ญ: ทานบารมี
— Ad Space (728x90) —
528มหานิบาตความละโมบย่อมนำมาซึ่งหายนะณ อาณาจักรแห่งหนึ่งอันอุดมสมบูรณ์ มีควายป่าตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ในป่าทึบ มันม...
💡 ความละโมบและความไม่รู้จักพอ เป็นกิเลสที่นำพาตนไปสู่หายนะ
235ทุกนิบาตสมุททชาดกในอดีตกาลอันไกลโพ้น พระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดเป็นพระราชาผู้ทรงปรีชาสามารถแห่งแคว้นมคธ พระองค์ท...
💡 กำลังกายนั้นไม่อาจเทียบกับกำลังปัญญาและกำลังใจอันเข้มแข็งได้ การใช้วิธีการที่สันติและชาญฉลาด ย่อมสามารถเอาชนะอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้
192ทุกนิบาตมหาปทุมชาดกกาลครั้งหนึ่งนานแสนนานมาแล้ว ณ แคว้นอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระน...
💡 การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเป็นเรื่องทุกข์ แต่หากเราสามารถมองเห็นความจริงของสรรพสิ่งตามความเป็นจริง คือ ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ความเป็นทุกข์ (ทุกขัง) และความไม่มีตัวตน (อนัตตา) เราจะสามารถปล่อยวางความทุกข์ และพบกับความสงบที่แท้จริงได้ การออกบวชและการบำเพ็ญเพียรเป็นหนทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การหลุดพ้นจากทุกข์.
184ทุกนิบาตสีวิชาดก (เรื่องพระโพธิสัตว์) ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมีเป็นพระเจ้าสีว...
💡 การเสียสละที่แท้จริง ไม่ใช่การสูญเสีย แต่คือการได้รับสิ่งที่มีค่ากว่า การให้ทานย่อมนำมาซึ่งบุญบารมี และเป็นหนทางสู่การหลุดพ้น
107เอกนิบาตสิริมานทกชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง พระเจ้าพรหมทัตทรงครองราชสมบัติด้วย...
💡 ความเย่อหยิ่งและความดูหมิ่นผู้อื่นเป็นกิเลสที่อันตราย สามารถนำพาไปสู่ความตกต่ำได้ หากไม่หมั่นพิจารณาตนเองและปรับปรุงแก้ไข
65เอกนิบาตมหาวานรชาดก ณ กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงจุติเป็นพระเวสสันดร สัมมาสัมพุทธเจ้าข...
💡 มหาวานรชาดกสอนให้เราเห็นถึงคุณธรรมอันสูงส่งของการเสียสละและความเมตตา การมีจิตใจที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่น แม้จะต้องแลกมาด้วยชีวิตของตนเอง เป็นการกระทำที่ประเสริฐยิ่ง. การเสียสละเพื่อส่วนรวม หรือเพื่อผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยากนั้น เป็นการกระทำที่ควรแก่การยกย่องและจดจำ.
— Multiplex Ad —